วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมิน

 การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมิน

กิจกรรม สารสัมพันธ์บ้านโรงเรียน หน่วยวันเด็กวันครู
แจ้งเนื้อหา กิจกรรม วัตถุประสงค์ในการเรียนแต่ละสัปดาห์

วัดถุประสงค์ในการเรียนแต่ละสับดาห์
   โรงเรียนบ้านอำปึล ได้จัดกิจกรรมจดหมายสีอรักถึงผู้ปกครอง ระดับชั้นอนุบาล 3  "หน่ายวันเด็ก วันครู เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเลิกที่สำคัญ ทั้งในต้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา กิจกรรมวันเด็กนี้ใด้รับความร่วมมือและการสนับสนุมจากผู้ปกครองและคุณครูในโรงเรียน ทางโรงเรียนได้ขอความร่วมมือจากผู้ปกครองในการจดบันทึกพฤติกรรมลูกขณะทำกิจกรรมและนำมาส่งคืนคุณครูที่โรงเรียน 





สมุดรายงานประจำตัวของนักเรียนมา คน    คือคนที่มีพัฒนาการดีมาก ปานกลาง และคนที่ต้องพัฒนา 

ตัวอย่างสมุดรายงานประจำตัวเด็ก























สมุดรายงานประจำตัวของนักเรียน 3 คน คือ

           คนที่มีพัฒนาการดีมาก ปานกลาง และคนที่ต้องพัฒนา                                                                  

 คนที่1. พัฒนาการดีมาก

ชื่อ เด็กหญิง อนุศรา สำราญสุข ชื่อเล่น สตางค์ อายุ 6 ปี ชั้นอนุบาล 3 ปีการศึกษา 2566 

โรงเรียนบ้านอำปึล อำเภอพนมดงรัก  จังหวัดสุรินทร์ เลขประจำตัว 1329400247911 

ความคิดเห็นของครู

พัฒนาการด้านร่างกาย 

     1.ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย

     2.มีกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แข็งแรงและประสานสัมพันธ์กันดี

พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ

    1.มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข ร่าเริง แจ่มใส

    2.ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ชื่นชอบการแสดงออก

    3.มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม เชื่อฟังคุณครู และช่วยเหลือเพื่อนๆ ในห้องได้ดี

พัฒนาการด้านสังคม

    1.มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักการออม

    2.รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย คิดเป็น ทำเป็น แต่งกายเรียบร้อย

 พัฒนาการด้านสติปัญญา

    1.ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย สื่อสารเข้าใจ

    2.มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ มีความเป็นผู้นำ

    3.มีจิตนาการที่ดีเหมาะสมกับวัย

    4.สนใจการเรียนรู้ได้ดี

 พฤติกรรมที่ควรส่งเสริมและพัฒนา

        ควรพัฒนาและส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง

ลงชื่อ…………………………

(นางสาว นภคประภา เทศบุตร)


คนที่2. พัฒนาการปานกลาง

ชื่อ เด็กชาย ธนกฤต สุครีพ ชื่อเล่น คิง อายุ 6 ปี ชั้นอนุบาล 3 ปีการศึกษา 2566 

โรงเรียนบ้านอำปึล อำเภอพนมดงรัก  จังหวัดสุรินทร์ เลขประจำตัว 1321400072749

ความคิดเห็นของครู

พัฒนาการด้านร่างกาย 

     1.ร่างกายเจริญเติบโต แข็งแรงตามวัย

     2.มีกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แข็งแรง คล่องแคล่วว่องไว และประสานสัมพันธ์กันดี

พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ

    1.มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข ร่าเริง แจ่มใส

    2.ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ชื่นชอบการเต้นประกอบเพลง

    3.มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม เชื่อฟังคำสอนคุณครู 

พัฒนาการด้านสังคม

    1.มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักการออม

    2.รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย ช่วยทำความสะอาดและดูแลความสะอาดได้ดี

 พัฒนาการด้านสติปัญญา

    1. สื่อสารและใช้ภาษาเข้าใจ

    2.มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ปฏิบัติได้ดี

    3.สามารถปฏิบัติได้และมีความคิดสร้างสรรค์ได้ดี

    4.สนใจการเรียน

 พฤติกรรมที่ควรส่งเสริมและพัฒนา

      การพัฒนา ฝึกฝน อย่างต่อเนื่อง

ลงชื่อ…………………………

(นางสาว นภคประภา เทศบุตร)

คนที่3. พัฒนาการที่ต้องพัฒนา

ชื่อ เด็กชาย อภิเดช ธรรมรัตน์ ชื่อเล่น โชค อายุ 5 ปี ชั้นอนุบาล 3 ปีการศึกษา 2566 

โรงเรียนบ้านอำปึล อำเภอพนมดงรัก  จังหวัดสุรินทร์ เลขประจำตัว 1329400261034

ความคิดเห็นของครู

พัฒนาการด้านร่างกาย 

     1.ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย

     2.มีกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แข็งแรง 

พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ

    1.มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข ร่าเริง แจ่มใส

    2.ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว ชื่นชอบเสียงเพลง

    3.มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม เชื่อฟังคุณครู 

พัฒนาการด้านสังคม

    1.มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักการออม

    2.รักธรรมชาติ 

 พัฒนาการด้านสติปัญญา

    1. ควรส่งเสริมการใช้ภาษา

    2. ควรส่งเสริมพื้นฐานการเรียนรู้

    3.ควรส่งเสริมการคิด การมีจินตนาการ ให้เด็กได้เรียนรู้มากขึ้น

 พฤติกรรมที่ควรส่งเสริมและพัฒนา

      ควรฝึกฝน ส่งเสริม พัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ให้พร้อมทันต่อวัยเดียวกัน  

ลงชื่อ…………………………

(นางสาว นภคประภา เทศบุตร)



สรุปบทบาทของตนเอง (ในฐานะครู) และ บทบาทของผู้ปกครองในการทำงานร่วมกันเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

บทบาทของตนเอง (ในฐานะครู)

         ครูปฐมวัยเป็นบุคคลที่มีความสำคัญรองจากผู้ปกครองของเด็ก ในฐานะบุคคลผู้วางรากฐานการพัฒนาของเด็กให้เป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงเป็นผู้ที่ปูพื้นฐานความรู้เชิงวิชาการแก่เด็กเป็นด่านแรก ตลอดจนเป็นแบบอย่างที่ดี อันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเด็ก หากครูปฐมวัยขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย ขาดการอ่าน ค้นคว้าวิจัย พัฒนาตนเองทั้งในด้านความรู้และทักษะการสอน ขาดความมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็ก ย่อมก่อให้เกิดผลเสียแก่เด็กทั้งในระยะต้นและระยะยาว รวมทั้งสร้างผลกระทบต่อสังคมในอนาคต ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเร่งสร้างคุณลักษณะของครูปฐมวัยให้มีความเป็นครูผู้มุ่งมั่น ด้วยเพราะคุณลักษณะความเป็นครูผู้มุ่งมั่นจะช่วยให้ครูมองเห็นประโยชน์ของสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา และใช้สิ่งเหล่านั้นมาสร้างประโยชน์ทั้งกับตนเองและเด็ก โดยไม่ท้อแท้ท้อถอยต่ออุปสรรค และมีความพร้อมที่จะสร้างความเจริญและความสุขแก่เด็กเสมอ

บทบาทของผู้ปกครอง

         การเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับทางโรงเรียน และการมีส่วนร่วมประเมินเด็กนั้น ก็จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณครูและผู้ปกครอง เพื่อที่ว่าคุณครูจะได้มีโอกาสพูดคุย แลกความเปลี่ยนคิดเห็น ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ชี้แนะแนวทางแก่ผู้ปกครองได้ทราบ






วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

การเข้าเรียนออนไลน์


 

สรุปความรู้การนำเสนอการประเมินพัฒนาการทั้ง 11กลุ่ม

 

สรุปประเด็นความรู้ กลุ่มที่ 1 การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย

สุขภาพอนามัย การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย 

พัฒนาการของเด็กปฐมวัย

     พัฒนาการ คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงลักษณะและพฤติกรรมที่มีทิศทางและรูปแบบที่แน่นอน จากช่วงระยะเวลาหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่งผ่านกระบวนการเรียนรู้ จนสู่วุฒิภาวะซึ่งก็คือการบรรลุถึงขั้นการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ของบุคคลในระยะใดระยะหนึ่งและพร้อมที่จะทำ กิจกรรมอย่างนั้นทำ ให้เพิ่มความสามารถของบุคคลให้ทำ หน้าที่ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลักษณะของพัฒนาการของเด็ก  แบ่งได้หลายแบบ 4 ด้าน

1. พัฒนาการด้านร่างกาย (Physical Development)

2. พัฒนาการด้านอารมณ์ (Emotional Development)

3. พัฒนาการด้านสังคม (Social Development)

4.พัฒนาการด้านสติปัญญา(Cognitive Development)

ภาวะสุขภาพของเด็กปฐมวัย การส่งเสริมสุขภาพ

อาหาร 

การออกกําลังกาย 

การดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน 

วัซีน  

การป้องกันอุบัติเหตุอันตราย 


การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก

    1.1 การซักประวัติการเจริเติบโต

   1.2 การประเมินการเจริญเติบโต และการแปลผล ดัชนีของการเจริญเติบโตในเด็ที่ใช้ทั่วไป

    การประเมินพัฒนาการ

1. การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย

2. การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ

3. การประเมินพัฒนาการด้านสังคม

4. การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา

ภาวะโภชนาการ

  ความสคัญของอาหารและโภชนาการอาหารเป็นสิ่งสคัญสหรับชีวิตเพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหารต่าง ๆ เช่น โปรตีน ไขมันคาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ และสารอื่น ๆ ในอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย

 

 กิจกรรม 

















         สรุปประเด็นความรู้ กลุ่มที่ 2 การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดใหญ่) 
ของเด็กปฐมวัย การนำเสนอเทคนิควิธี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

   ความหมายพัฒนาการทางด้านร่างกาย    

     พัฒนาการทางด้านร่างกายสำหรับเด็ก หมายถึง การเจริญเติบโตทางด้านต่างๆของร่างกายและการพัฒนาทักษะทางกายภาพให้มีความสามารถในการเคลื่อนไหวรักษาสมดุลของร่างกายและการควบคุมการทรงตัวได้ดี 

  พัฒนาการด้านร่างกายนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ

1 .พัฒนาการทางด้านปริมาณได้แก่ การเจริญเติบโตทางด้านร่างกายเช่น ส่วนสูง ตัวโตขึ้น และมีน้ำ หนักเพิ่มมากขึ้น

2.พัฒนาการทางด้านคุณภาพได้แก่ ความสามารถในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ เช่น การนั่งการยืน การเดิน การวิ่ง และการกระโดด

  การประเมินการเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย พิจารณาจาก

1) น้ำ หนักตัว

2) ความยาวหรือความสูง

3) การเพิ่มของไขมันใต้ผิวหนัง

4) การเพิ่มของเส้นรอบศีรษะ

5) การขึ้นของฟัน

6) การเจริญเติบโตของอวัยวะเพศ

  






















 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 2. การสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ เป็นวิธีที่ ผู้ปกครองส่วนมากเฝ้าดูและสังเกตการเล่นของเด็ก จดบันทึกหรือการที่ผู้ปกครองและครูสังเกตพฤติกรรมเด็กขณะเล่นหรือทำจดบันทึก โดยไม่มีการกำ หนดพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตล่วงหน้าและไม่สามารถคาดล่วงหน้าได้ว่าเด็กจะแสดงพฤติกรรมอะไรออกมา

 วิธีบันทึกข้อมูลและการแปลความ

-สังเกตพฤติกรรมของเด็กตามรายการในแบบบันทึกแล้วกรอกข้อมูลในช่องที่ 3 ว่าเด็กที่พฤติกรรมตามรายการในแบบบันทึกได้เมื่ออายุกี่เดือน

-นำ ข้อมูลที่กรอกในช่องที่สามเปรียบเทียบกับช่องที่ 2 ซึ่งเป็นความสามารถตามวัยจะช่วยทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมตามวัยก้าวหน้า หรือช้า เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสร้างเสริมพฤติกรรมเด็กต่อไป

-ในกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมอื่นที่น่าสนใจนอกเหนือจากพฤติกรรมตามวัย ที่ระบุไว้ในแบบบันทึกข้อมูลสามารถบันทึกลงในช่องหมายเหตุ

กิจกรรม 









สรุปประเด็นความรู้ กลุ่มที่ 3 การประเมินพัฒนาการทางด้าน ร่างกาย
ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสานสัมพันธ์

ความหมายของความสามารถการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก

     แลนเดอร์ (Landers. 2006: Online) ได้กล่าวถึง ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก หมายถึง การใช้มือทั้งสองข้าง และนิ้วมือ ในการจัดของ รวมทั้ง ตาและมือประสานกัน การควบคุมการเคลื่อนไหวที่ดีจะต้องสามารถประสานกัน หรือควบคุมการใช้ตา และมือทั้งสองข้างให้สัมพันธ์กัน อย่างมีประสิทธิภาพแม่นยํา และปรับตัวในการเคลื่อนไหวได้

โครงสร้างลําดับพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กคุณลักษณะตามวัย อายุ แรกเกิด - 3ปี

เด็กแรกเกิดถึง 2 เดือน

- จ้องมองได้มองเห็น ในระยะห่าง 8 - 12 นิ้ว

- จับ ถือของได้นาน 2-3 นาที

เด็กอายุ 2-4 เดือน

- มองตามวัตถุ ที่เคลื่อนไหว

เด็ก 4-6 เดือน

- เอื้อมคว้าของใกล้ๆตัวได้

- เปลี่ยนมือถือของได้ทีละมือ

- มองตามสิ่งที่ผ่านไปเร็วๆได้

เด็กอายุ 6 ถึง 9 เดือน

- มองตามของตก

- จับของมากระทบกันด้วยมือสองข้าง

- เริ่มใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้และนิ้วกลาง หยิบของชิ้นเล็กๆได้

เด็กอายุ 9 ถึง 1 ปี

- หยิบของใส่และเอาออกจากภาชนะได้

- ถือ กัด และเคี้ยวอาหาร ได้ด้วยตนเอง

- ใช้มือทั้งสองข้าง ทำงานคนละอย่างได้

- ตบมือ โบกมือได้

เด็กอายุ 1 ปี ถึง 1 ปี 6 ปี เดือน

- วางก้อนไม้ซ้อนกันได้ 2 ก้อน

- เล่นกลิ้งลูกบอลเบาๆได้

- ถอดเสื้อผ้าง่ายๆเองได้ เช่นกางเกงเอวรูด ถุงเท้า

- ถือซ้อนและแก้วน้ำ ได้

เด็กอายุ 1 ปี 6 ปี เดือนถึง 2 ปี

- วางก้อนไม้ซ้อนกันได้ 4-6 ก้อน

- เปิดผลึกหน้าหนังสือได้ทีละแผ่น

- ใช้ข้อมือ ได้มากขึ้น เช่น หมุนมือหมุนสิ่งของ ฯลฯ

เด็กอายุ 2-3 ปี

- จับสีเทียนแท่งใหญ่เพื่อขีดเขียนได้

- เขียนแบบลากเส้นเป็นวงต่อเนื่องหรือเส้นตรงแนวดิ่ง

คุณลักษณะตามวัย อายุ3 - 6 ปี

อายุ 3-4 ปี

- ใช้กรรไกรตัดกระดาษขาดจากกันได้โดยใช้มือเดียว

- เขียนรูปวงกลมตามแบบได้ ร้อยวัสดุที่ มีรูมีรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตรได้

อายุ 4-5 ปี

- ใช้กรรไกรตัดกระดาษตามแนวเส้นตรงได้

- เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามแบบได้อย่างมีมุมชัดเจน

- ร้อยวัสดุที่มีรูมีรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 เซนติเมตรได้

อายุ 5-6 ปี

- ใช้กรรไกรตัดกระดาษตามแนวเส้นโค้งได้

- เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบได้อย่างมีมุมชัดเจน

-ร้อยวัสดุที่ มีรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.25เซนติเมตรได้

หลักการประเมินกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย

  กล่าวถึง แบบบันทึกพัฒนาการเด็ก 3 - 6 ปี และพัฒนาการ ทางด้านร่างกายกล้ามเนื้อมัดเล็ก ประกอบไปด้วย

1. การทำงานประสานกันระหว่างตากับมือ

   1.1 ใช้หมุดลงในกระดานหมุด

   1.2 ร้อยลูกปัด

2. ทำงานด้วยกล้ามเนื้อมัดเล็ก

   2.1 หั่นกล้วยด้วยมีดพลาสติก

   2.2 วางบล็อกแต่ละชิ้นในตำแหน่งที่ต้องการได้

3. การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กช่วยเหลือตนเอง

   3.1 สามารถใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหาร

   3.2 เทของเหลวโดยไม่หก

   3.3 ติดกระดุมและรูดซิปได้

4. การใช้อุปกรณ์ในการเขียน การวาดภาพ และการระบายสี

   4.1 ขีดเขียนเส้นและรูปทรงที่หลากหลายในการวาดภาพ แมคกาฬและลีอองการประเมินการด้านกล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ควรสังเกตลักษณะต่างๆ ต่อไปนี้

     4.1.1 ความคล่องแคล่ว (Dexteriy) 

     4.1.2. ความอ่อนตัว (Flexibility) 

     4.1.3. ความถูกต้องและความสามารถในการควบคุม (Precision andControl)

     4.1.4. การประสานกัน (Coordination) 

     4.1.5. การรวมกันของการรับรู้ด้านประสาทสัมผัส(Sensoryperceptualintegration) 

หลักการสังเกต

  1.ต้องกำหนดจุดมุ่งหมายของการสังเกตที่แน่นอน

  2.ศึกษาเรื่องที่จะสังเกตล่วงหน้า

  3.วางแผนการสังเกตให้เป็นระบบ

  4.ข้อมูลที่ได้รับควรเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้ check list หรือ rating scale เข้าช่วย

  5.ข้อมูลที่สังเกตได้ควรมีการตรวจสอบช้ำ

  6.ผู้ที่สังเกตควรฝึกการสังเกตก่อนไปสังเกตจริง

วิธีการสังเกต

  1. ใช้การสังเกตพฤติกรรมหรือความสามารถโดยตรงขณะที่เด็กเล่นหรือทำ กิจกรรมต่าง ๆ ทั้ง อยู่ในบ้านนอกบ้าน

  2. ใช้การแสดงพฤติกรรมของเด็กโดยการกระตุ้นให้เด็กแสดงพฤติกรรม หรือความสามารถ

  3. ในกรณีที่ไม่สามารถสังเกตโดยตรง ให้ซักถามพ่อแม่ ผู้ปกครองหรือผู้ใกล้ชิดเด็กแทน การ

บันทึกการสังเกต

    การบันทึกการสังเกต ให้แสดงเครื่องหมายเมื่อเด็กสามารถแสดงพฤติกรรมหรือความสามารถตามที่กำหนดและแสดงเครื่องหมายเมื่อเด็กไม่สามารถแสดงพฤติกรรมหรือความสามารถตามที่กำหนด

เทคนิคและวิธีการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดเล็ก)

    การวัดผลและประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย สามารถใช้วิธีการต่างๆ ได้หลายรูปแบบ การรวบรวมข้อมูลขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของข้อมูลที่ต้องการวิธีการที่เหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยแนวใหม่ มีด้วยกันหลายวิธีดังต่อไปนี้

แบบบันทึก (Anecdotal records) แบบบันทึก เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้ในการบันทึกพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ต่างๆ 

การใช้แบบทดสอบ (Test) เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ วรรณาดี ม้าลาพอง (2525: 55) กล่าวถึง เกณฑ์ในการเลือกแบบทดสอบไว้ ดังนี้

1. ความจำ เป็นของการใช้แบบทดสอบ

2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการ

3. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยง ของแบบทดสอบ

4. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำ ไปใช้ ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำ ไปใช้ ประเภทของ แบบทดสอบ

    การใช้แบบประเมินพัฒนาการ หรือแบบตรวจสอบรายการ (Checklist)  แบบตรวจสอบรายการ เป็นชุดของข้อความที่แสดงรายการหรือพฤติกรรม ของเด็กเพื่อให้ครูทำการตรวจสอบหรือสำรวจดูว่ารายการหรือพฤติกรรมที่ ต้องการสำรวจมีอยู่หรือไม่แบบตรวจสอบรายการเหมาะสมสำ หรับนำ มาใช้ เป็นเครื่องมือประเมินการปรับตัวทางสังคมของเด็กปฐมวัย

แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) ความหมายของแฟ้มสะสมงาน แฟ้มสะสมงาน คือ การรวบรวมผลงานของเด็กปฐมวัยอย่างมีจุดมุ่งหมาย แสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความก้าวหน้า ทักษะและพัฒนาการ ตลอดจนความสำเร็จของเด็กในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆด้าน

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก(Anecdotes) เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็ก ครูอาจสังเกตจนกระ ทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงจดบันทึกหรือบันทึกย่อๆ 


กิจกรรมที่เข้าร่วมของกลุ่ม 3 





                                                                     

                สรุปประเด็นความรู้ กลุ่มที่ 4 การประเมินพัฒนาการทางด้าน อารมณ์-จิตใจลักษณะของอารมณ์ พื้นฐานอารมณ์ คุณธรรม จริยธรรม( ต่อตนเองและผู้อื่นของเด็กปฐมวัย)

ความสำคัญพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

วัยอนุบาลเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็ก เรียนรู้เรื่องต่างๆมากที่สุดในชีวิต เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นไรในอนาคต ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูในช่วงนี้ เป็นช่วงที่หล่อหลอมลักษณะพิเศษของแต่ละคน หรือที่เรา เรียกว่าบุคลิกภาพซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ยากเมื่อเติบโตขึ้น ทั้งนี้เพราะเด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ เด็กคือ เด็ก ที่มีความรู้สึก มีความคิดเห็นของตัวเอง แต่จะถูกหรือผิดขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ที่จะช่วงอบรมสั่งสอน นำ พาเข้าสู่ เส้นทางที่ถูกที่ควร เด็กจึงจะเจริญเติบโตเป็นเด็กที่เป็นคนดี มีความสุข และมีความสมดุลในชีวิต

หลักการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ ของเด็กปฐมวัย

 การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม

1.วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบโดยเริ่มต้นจากการศึกษาหลักสูตร วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ

รวบรวมข้อมูลแปลผลต่อไป รวบรวมข้อมูลแปลผลต่อไป

2.ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้านซึ่งต้องสอดคล้องและครอบคลุมแต่ละวัยที่กำ หนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรสถานศึกษา

3.ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี 3.ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี

4.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำ วันด้วยเครื่องมือและวิธีการ 4.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำ วันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย ที่หลากหลาย

5..สรุปผลการประเมินจัดทำ ข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล

ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการ

ประเมินพัฒนาการประกอบด้วย

1. สิ่งที่จะประเมิน พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน คือ

 มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข

มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว

มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม

2. วิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินด้านอารมณ์จิตใจ

การประเมินพัฒนาการ

- ศึกษาและทำความเข้าใจพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงอายทุกด้าน

- วางแผนเลือกใช้วิธีการและเครื่องมือที่เหมาะสมสำ หรับใช้บันทึกและประเมินพัฒนาการ

- ดำเนินการประเมินและบันทึกพัฒนาการ หลังจากที่ได้วางแผนและเลือกเครื่องมือที่จะใช้ ประเมินและบันทึกพัฒนาการแล้วจะต้องอ่านคู่มือหรือคำ อธิบายวิธีการใช้เครื่องมือนั้นๆ อย่างละเอียด แล้วจึงดำ เนินการตามขั้นตอนต่อไป

- ประเมินและสรุป การประเมินและสรุปนั้นต้องดูจากผลการประเมินหลาย ๆ ครั้งมิใช่เพียงครั้งเดียว หรือนำ เอาผลจากการประเมินเพียงครั้งเดียวมาสรุป อาจทำให้ผิดพลาดได้

- รายงานผล เมื่อได้ผลจากการประเมินและสรุปพัฒนาการของเด็กแล้วผู้สอนจะต้องตัดสินใจรายงานข้อมูลไปผู้ใด เพื่อจุดประสงค์อะไรและจะต้องใช้ในรูปแบบใดสำหรับรายงาน

- การให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการประเมิน

3. เกณฑ์การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์

1. การวางแผนการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นระบบ

2. ในกรณีที่ห้องเรียนมีนักเรียนจำ นวนมาก ผู้สอนอาจเลือกสังเกตเฉพาะเด็กที่ทำ ได้ดีแล้วและ

3. ผู้สอนต้องสังเกตจากพฤติกรรมคำ พูดการปฏิบัติตามขั้นตอนในระหว่างทำงาน/ กิจกรรม และ คุณภาพของผลงาน/ชิ้นงาน

เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ

1. การสังเกต การสังเกตเป็นเครื่องมือวัดผลชนิดหนึ่งที่นิยมใช้มาก เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียนแล้วจึงบันทึกผลการสังเกตลงในแบบบันทึกข้อมูลในการเรียนการสอน สิ่งที่ครูจะสังเกตนักเรียน

2. การสัมภาษณ์ ด้วยวิธีการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดล้อมเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความเครียด และวิตกกังวลผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำให้ผู้สอนสามารถประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดย บันทึก ข้อมูลลงในแบบ สัมภาษณ์

 

กิจกรรมที่เข้าร่วมกลุ่มที่ 4








สรุปประเด็นความรู้ กลุ่มที่ 5 การประเมินพัฒนาการทางด้านสังคม การเรียนรู้ ทักษะ พฤติกรรม ความสามารถทางสังคมของเด็กปฐมวัย นำเสนอเทคนิควิธี เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

การเรียนรู้ทางสังคมของเด็กปฐมวัย

     ความหมายของการเรียนรู้ทางสังคมของเด็กปฐมวัยคือ การเรียนรู้ทางสังคม Social Learning หมายถึง การเรียนรู้เงื่อนไขต่างๆ ในสังคม การเรียนรู้นี้ทำให้คนมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมต่างๆ

การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคม

     การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมของเด็กปฐมวัย เป็นวัยที่เด็กมีการปรับตัวเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคม สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่นได้ตามลำดับขั้นตอนของวัยและช่วงอายุ เด็กสามารถแสดงพฤติกรรมความรู้สึกที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

พัฒนาการด้านสังคม

     พัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้เข้าใจตนเองและผู้อื่น เพื่อการปรับตัวและสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันการเรียนรู้นี้เป็นกระบวนการปรับตัวทางสังคม จากการที่ทารกได้สัมผัสใกล้ชิดแม่และคนในครอบครัว

ทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย

ทักษะทางสังคมเป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคม เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัย เพื่อใช้ในการปฏิสัมพันธ์ ติดต่อสื่อสาร และการอยู่ร่วมกันของบุคคลในสังคม

ขั้นตอนในการพัฒนาทักษะทางสังคม

    1. ก่อนการปฏิบัติกิจกรรม ควรปฏิบัติดังนี้

    2. ระหว่างการปฏิบัติกิจกรรม

    3. หลังการปฏิบัติกิจกรรม

 

เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย

1.สังเกตพฤติกรรมเด็ก[OBSERVATION] แบบสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัยในการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยนั้นแบบสังเกตนับว่ามีบทบาทสำคัญมาก

2.การสัมภาษณ์ (INTERVIEW) แบบสัมภาษณ์เด็กปฐมวัย แบบสัมภาษณ์เป็นชุดของข้อคำถามเช่นเดียวกับแบบทดสอบ เพียงแต่แบบสัมภาษณ์ ผู้ตอบใช้การฟัง แบบสัมภาษณ์ใช้สอบถามความคิดเห็นความสนใจของเด็กปฐมวัย โดยทั่วไปแบบสัมภาษณ์

3.การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (ANECDOTES] เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็ก จากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็ก

4.การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสำรวจรายการ (CHECKLISTS]

5. การทำสังคมมิติ (SOCIOGRAM) เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์

6.. การใช้แบบทดสอบ (TEST) แบบทดสอบ แบบทดสอบหรือแบบสอบ (TEST)

 

กิจกรรมที่เข้าร่วมกลุ่มที่ 5 







  

สรุปประเด็นความรู้ กลุ่มที่ 6 การประเมินพัฒนาการทางด้านสังคม (การเล่น)

โครงสร้างพัฒนาการ

โครงสร้างของการประเมินผลพัฒนาการพัฒนาการของเด็กแต่ละคนต้องมีการบันทึก และรวบรวมไว้เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็กใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพเด็กแต่ละคนให้ถึงนั้นสูงสุดและใช้เป็นรายงานสำหรับติดต่อกับผู้ปกครองโดยสรุป

พัฒนาการเล่นของเด็กปฐมวัย

นักจิตวิทยาพัฒนาการได้แบ่งพัฒนาการทางสังคมผ่านการเล่น 4 แบบ ดังนี้

1.การเล่นคนเดียว (Solitary Play) เป็นการเล่นขั้นแรกของเด็กตั้งแต่แรกเกิด - 2 ปี ซึ่งการเล่นของเด็กวัยนี้เป็นการเล่นเพื่อ ทำ ความรู้จัก และหาประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว

2.การเล่นคู่ขนาน (Parallel Play) พบในเด็กอายุประมาณ 3 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มสังเกตและสนใจคนอื่นเล่น ยังพอใจการเล่นคน เดียว ยอมให้มีเพื่อนเล่นอยู่ข้างๆ ได้บ้าง แต่เป็นการเล่นแบบต่างคนต่างเล่น ไม่เล่นด้วยกัน

3.การเล่นกับเพื่อน (Associative Play) เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม พบ

หลักการประเมินพัฒนาการของเด็ก

1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน

2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำ เสมอต่อเนื่อง

3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำ กว่า 3 ปีมีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่างๆและกิจวัตรประจำ วันการบันทึกพฤติกรรมการสนทนาการ สัมภาษณ์เด็ก และผู้ใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก

4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (เล่มสีชมพู) และใช้คู่มือการเฝ้าระวังและ ส่งเสรีมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขหรีอของหน่วยงานอื่น

5.นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาลัดกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคนนี้ และมี พัฒนาการเหมาะสมตามวัย

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ ลังคม และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่องจุดหมายของหลักสูตรอย่างต่อเนื่องการประเมินพัฒนาการควรยึดหลักดังนี้

1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ

2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน

3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำ เสมอต่อเนื่องตลอดปี

4 ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำ วันด้วยเคํรี่องมือและวิธีการที่

หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ

5. สรุปผลการประเมิน จัดทำ ข้อมูลและนำ ผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก

 

เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม

การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สำ คัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่าง ๆ ที่ในเชิงปริมาณเนื่องแล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้ให้ แก่เด็กการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขืนควบคู่ไป และเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่องเป็นข้อมูลในการ ตัดสินใจเกี่ยวกับ เด็กหรือการคัดประสบการณ์กับการจัดประสบการณ์ ตามปกติในกิจวัตรประจำวัน ครูที่ประเมินอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบจะสามารถใช้หลักสูตรและจัดประสบการณ์ได้อย่างเหมาะสมกับวัย และความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก

กิจกรรมที่เข้าร่วมกลุ่มที่ 6  



 

 

 สรุปประเด็นความรู้ กลุ่มที่ 7 การประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา : ทักษะการคิด และการคิดแบบต่างๆของเด็กปฐมวัย เทคนิควิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

การคิด

การคิด หมายถึง การคิดเป็นกระบวนการของสมองในการประมวลข้อมูลความรู้ไปสู่การอธิบาย การประยุกต์ การขยาย และการสร้างใหม่จุดเริ่มต้นของการคิดขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าและการได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่ไปกระตุ้นสมองให้รับรู้ผ่านสู่กระบวนการทางสมองเพื่อซึมซับและเชื่อมความรู้เดิมและความรู้ใหม่

ทักษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัย

ทักษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัยการคิดสำหรับเด็กปฐมวัยจะใช้คำถามเพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดในขณะทำ กิจกรรม หรือการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ สังเกต และเปรียบเทียบ โดยคุณภาพของคำถามที่ถามได้ถูกวิธี ถูกเวลา ขณะที่เด็กกำลั่งให้ ความสนใจและเรียนรู้ในกิจกรรมที่เคยเตรียมไว้นั้นมีผลต่อกระบวนการคิดหาคำตอบของเด็กว่า สามารถพัฒนาการคิดได้มากน้อยเพียงใด

ความสำคัญของการคิด

1.การคิดช่วยให้เด็กปฐมวัยได้รู้จักการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลขณะทำกิจกรรมที่ฝึกทักษะ การคิดต่างๆ

2.การคิดเกิดขึ้นได้ขณะที่เด็กฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ได้แก่ การสังเกต การวัด การจำ แนกประเภท การลงความ

เห็น การสื่อความหมาย การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับเวลาและการ ใช้ตัวเลข เป็นต้น

3.การคิดช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้วิธีการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

4 .การคิดช่วยให้เด็กมีโอกาสหาคำตอบในการแก้ปัญหา

5.การคิดช่วยให้เด็กเรียนรู้ความสามารถของศัศยภาพทางการคิดของตนเอง

6.การคิดช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลทำให้เด็กพัฒนาความสามารถ ทางสมอง

7.การคิดช่วยให้เด็กเล็กๆสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ถ้าปัญหานั้นมีความเกี่ยวข้องกับเด็ก

ลักษณะการคิด

ลักษณะการคิด คือ รูปแบบของการคิดที่ประกอบด้วยทักษะการคิดหลาย ๆ ทักษะ ลักษณะการคิดแต่ละลักษณะประกอบด้วย ทักษะการคิดที่ แตกต่างกันทำให้จุดมุ่งหมายของการ คิดแตกต่างกันไป การคิดคล่องและหลากหลาย

เป็นความสามารถที่จะคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือใน สถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ได้ผลการคิดจำนวนมาก รวดเร็ว ตรงประเด็น และมีความหลากหลาย 

การคิดวิเคราะห์และคิดผสมผสาน

การคิดวิเคราะห์ เป็นการแบ่งหรือแยกแยะสิ่งที่น่าสนใจหรือสิ่งที่ต้องการศึกษาออกเป็น ส่วนย่อย ๆ หรือออกเป็นแง่มุมต่าง ๆ แล้วทำการศึกษาส่วนย่อย ๆ นั้นอย่างลึกซึ้ง การวิเคราะห์จะทำให้เกิดความเข้าใจหรือความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่สุนใจ หรือสิ่งที่ต้องการศึกษาได้มากขึ้นและสามารถค้นพบสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้นได้ง่ายขึ้น

การคิดผสมผสาน

เป็นการรวมความรู้ย่อย หรือผลจากการวิเคราะห์ให้เป็นข้อมูลใหม่ ข้อสรุปใหม่หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบใหม่ได้มากขึ้นการคิดริเริ่มเป็นการคิดที่ได้ผลการคิดที่มีความแปลกใหม่แตกต่างไปจากความคิดของ คนทั่ว ๆ ไป มีลักษณะหรือมุมมองไม่เหมือนผู้อื่น เป็นการนำความรู้เดิมมาดัดแปลงให้เป็น ความคิดใหม่ซึ่งไม่ซ้ำกับใคร้

การคิดละเอียดชัดเจน

เป็นการคิดที่ให้ผลของการคิดที่มีรายละเอียดทั้งส่วนที่เป็นหลักของเรื่องที่คิดและส่วนที่เป็นองค์ประกอบย่อยของหลักที่คิดรวมถึงการคิดที่ชัดเจนโดยสามารถอธิบายเรื่องที่ตนเองหรือยกตัวอย่างที่สอดคล้องกับเรื่องที่ตนเองคิดได้และกรณีการคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติะสามารถบอกขั้นตอนการปฏิบัติได้

การคิดอย่างมีเหตุผล

เป็นการคิดที่อ้างอิงหลักฐานมาสนับสนุนเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องโดยสามารถอ้างอิงหลักฐานและธิบายหรือบอกความสัมพันธ์ระหว่างหลักฐานที่อ้างกับข้อสรุปได้การคิดกว้างและรอบคอบเป็นการคิดที่ครอบคลุมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คิดในทุกด้านทุกแง่ทุกมุมที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นไม่คิดเฉพาะเรื่องที่มาเกี่ยวข้องกับตัวเองหรือเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของตัวเอง

การคิดไกล

เป็นการคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคดซึ่งอาจเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำในปัจจุบันหรือเป็นจดประสงค์หรือจดมุ่งหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้น

การคิดลึกซึ้ง

เป็นการคิดที่ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องและลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องที่คิดโดยสามารถเข้าใจสภาพต่างๆที่ซับซ้อนทั้งในภาพรวมและส่วนประกอบย่อยของเรื่องที่คิดได้

การคิดดี คิดถูกทาง

เป็นการคิดที่ตรงจุดมุ่งหมายในแง่ที่ดีที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองต่อส่วนรวมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

กิจกรรมสร้างเสริมการคิดของเด็กปฐมวัย

กิจกรรมการเล่น  กิจกรรมศิลปะ  กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ  กิจกรรมคณิตศาสตร์  กิจกรรมวิทยาศาสตร์

 

กิจกรรมที่เข้าร่วมกลุ่มที่ 7 




 

 

สรุปประเด็นความรู้ กลุ่มที่ 9 การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา (ภาษา) ของเด็กปฐมวัย

ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา

ภาษามีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัยเพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เป็น พฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความอบอุ่น เด็กแนวคิดตลอดจนความรู้สึกต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้าง เด็กสามารถสร้างจินตนาการ

1.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปีรู้จักเชื่อมโยงคำพูดกับการกระทำชอบฟังคำซ้ำๆ เสียงสูงๆ ต่ำๆ รู้ว่าทำต่างๆเป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนั้น ๆ เริ่มพูดเป็นคำใหม่ที่ปิดซ่อนจากสายตาได้รู้จักชื่อตนเอง แสดงความคิด จินตนาการ

2. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 2 ปีด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น สนใจค้นคว้าสำรวจสิ่งต่าง ๆรอบตัวเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น มีช่วงความสนใจกับบางอย่างได้นาน 3-5 นาที ชอบดูหนังสือภาพ ฟังบทกลอน นิทาน คำคล้องจอง รู้จักซักถามสิ่งที่ สงสัยโดยใช้ประโยคคำถาม ว่า "อะไร"

3. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 ปีด้านสติปัญญา เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สำรวจสิ่งต่างๆที่เหมือนกันและต่างกันได้ เรียนรู้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่น จำแนกสิ่งต่างๆด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

4. พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กว้ย 4 ปีด้านสติปัญญา บอกชื่อและนามสกูลของตนเอง เด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆด้วยการจำแนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า สำรวจและทดลองเล่นกับสิ่งของหรือของเล่นต่าง ๆ ตามคิดของต้นเอง พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ

5.พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง5-6ปีด้านสติปัญญาสามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้บอกชื่อนามสกุลและอายุของตนเองสร้างผลงานตามความคิดของตนเองโดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเองโครงสร้าง/คุณลักษณะตามวัยของพัฒนาการด้านสติปัญญาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า3 ปีกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์

ความสำคัญของภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย

ภาษามีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัยเพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เป็นพฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความอบอุ่นเด็กแนวคิดตลอดจนความรู้สึกต่างที่อยู่รอบข้างเด็กสามารถสร้างจินตนาการในสมองซึ่งก่อให้เกิดการทดลองขึ้นเด็กสามารถสร้างจินตนาการถึงวัตถุนั้นจะอยู่นอกสายตาหรืออยู่ในอดีต เด็กสามารถทำการทดลองให้สมองและทำได้เร็วกว่าการจัดกระทำกับวัตถุนั้นจริง ๆภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย

1. การฟัง

(1) ด้านความสามารถในการได้ยินและจับใจความซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์และภูมิหลังของเด็กครูจึงต้องปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการและความจำเป็นนั้น ๆ

(2) ด้านความตั้งใจฟัง เกิดขึ้นเมื่อมีแรงจูงใจ มีเหตุผลที่ดีหรือมีประโยชน์ต่อเด็ก

(3)ด้านนิสัยในการฟังเป็นพฤติกรรมตอบสนองต่อสถานการณ์ในการฟังนิสัยที่ดีในการฟัง

2. การพูด

เป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารกับผู้อื่น สาระที่เด็กควรเรียนรู้เพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีความหมายและตรงตามความต้องการของเด็กได้แก่

(1) คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเด็ก หรือคำศัพท์เกี่ยวกับเรื่องราวที่เด็กสนใจ

(2) การเรียงลำดับคำต่าง ๆ เพื่อใช้ในการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ

(3) การใช้คำพูดที่เป็นที่ยอมรับและ/หรือคำพูดที่สุภาพ

(4) การใช้คำพูดให้เหมาะสมกับบุคคลที่ต้องการสื่อสารด้วย

(5) ความมั่นใจในการพูดกับผู้อื่น

(6) การยอมรับความคิดที่ผู้อื่นแสดงออกด้วยการพูด

(7)ความสนใจที่มีต่อคำใหม่ ๆ สาระเหล่านี้ช่วยให้เด็กสามารถมากขึ้น

3. การอ่าน

(1) ความรู้เกี่ยวกับการใช้หนังสือ ได้แก่ การรู้ทิศทางในการถือหนังสือการรู้ส่วนประกอบของหนังสือและการรู้ทิศทางในการอ่าน

(2) ความรู้เกี่ยวกับตัวอักษร ได้แก่ การรู้ว่าการอ่านกับการเขียนสัมพันธ์กันการรู้จักคำคุ้นตา การรู้ว่าคำคืออะไร การรู้จักตัวอักษรตัวแรกและตัวสุดท้ายของคำ และการรู้รูปร่างและทิศทางของตัวอักษร

(3) ความรู้เกี่ยวกับเครื่องหมายวรรคตอนได้แก่ การรู้ความหมายของเครื่องหมายคำพูดเครื่องหมายคำถามและเครื่องหมายอัศเจรีย์

(4) ความรู้เกี่ยวกับการใช้สิ่งชี้แนะ ในการคาดคะเนและตรวจสอบการคาคคะเน ได้แก่การคาดคะเนและตรวจสอบการคาดคะเน โดยอาศัยภาพความหมายของคำ โครงสร้างของประโยคและ/หรือพยัญชนะต้นของคำ

4. การเขียน

(1) การสร้างสัญลักษณ์ภาษาเขียนหมายถึงการสร้างภาพและ/หรือข้อความ ด้วยการวาด การลอกการจำมาเขียนทั้งที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์และถูกต้องสมบูรณ์ การคิดพยัญชนะขึ้นเสียงของคำ ตลอดจนการคิดสะกดคำ

(2) ทิศทางการเขียน หมายถึง การจัดเรียงตำแหน่งของสิ่งที่เขียน ตั้งแต่การจัดเรียงตามแนวตั้งและแนวนอนอย่างสะเปะสะปะไปจนกระทั่งเด็กสามารกเขียนจากซ้ายไปขวาและบนลงล่างอย่างสม่ำเสมอ

(3) วิธีถ่ายทอดความหมายของสัญลักษณ์ภาษาเขียน หมายถึง การแสดงความหมายของภาพหรือข้อความที่ตนเขียนให้ผู้อื่นรับรู้ด้วยการบอกให้ครูช่วยเขียนให้เขียนเองบางส่วน ตลอดจนเขียนเองทั้งหมด

(4) ความซับซ้อนของความหมาย หมายถึง ความชัดเจน ความละเอียดลออและครอบคลุมพัฒนาการทางภางาของเด็กปฐมวัยภาษาเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในตัวเด็กในรูปแบบของการคิด และในระบบของสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางภาษาในระดับต่อไปเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ดังนั้นภาษจึงควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระดับปฐมวัยอันจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมและสติปัญญา ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ

 

การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย

   การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการประเมินเด็กอย่างรอบด้านเป็นระบบครอบคลุมพัฒนาการอย่างสม่ำสมอต่อเนื่องตามสภาพจริงจากการผู้ปฏิบัติในกิจวัตรประจำวันซึ่งเป็นการประเมินเด็กเป็นรายบุคคลการประเมินเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัยจึงจำเป็นต้องเข้าใจการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยต่อไปประเภทการวัดและการประเมิน

1. การทดสอบ (testing) ในระดับปฐมวัย หมายถึง วิธีกรประเมินรวบรวมข้อมูลอย่าง เป็นทางการใช้อย่างกว้างขวางในการวัดพฤติกรรมของผู้เรียน และผลการวัดออกมาเป็นคะแนน

2. การวัด (mcasurcment) ในระดับปฐมวัย หมายถึง การวัดกระบวนการเทียบปริมาณ เพื่อแสดงค่าตัวเลข เป็นการกำหนดเซตของจำนวน

3. การประเมินผล (evasurement) ในระดับปฐมวัย หมายถึง กระบวนการที่ต่อมาจากการวัด แล้วตัดสินใจสรปคุณค่าอย่างมีเกณฑ์

4. การประเมิน (assessment) ในระดับปฐมวัย หมายถึง เน้นการใช้วิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายในการวัดที่มีระบบและจุดมุ่งหมาย ในการมองความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน

วิธีการประเมินผล

มีวิธีการประเมินผลที่หลากหลาย ได้แก่

1. การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก โดยครูเป็นผู้สังเกต ขณะเด็กทำกิจกรรม

2. การบันทึกพฤติกรรมของเด็ก โดยการสัมภาษณ์

3. สารสัมพันธ์ระหวางผู้ปกครองกับโรงเรียนโดยผ่านสมุดรายงรนพฤติกรรม

4. สอบถามพฤติกรรมเด็กจากผู้ปกครองในวันนัดประเมินพัฒนาการ

5. การให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของเด็ก

6. การสนทนา โต้ตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม

7. การนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียนการใช้แบบทบทวนเนื้อหาตามหน่วยการเรียนการสอนการรวบรวมผลงานในรูปแบบของแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)

การประเมินพัฒนาการทางกาษาของเด็กปฐมวัย

แนวทางการประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัยตามสภาพจริง

1. สร้างเครื่องมือการประเมินที่เหมาะสมกบธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษาของเด็ก

2. กำหนดเครื่องมือในการประเมินที่หลากหลายการประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็กปรมวัย คือ การสังเกตการณ์สนทนากับเด็กและบันทึกอย่างเป็นระบบวิธีการวันที่อาจใช้วิธีการสำรวจราย การการจดบันทึกพฤติกรรม หรือมาตราส่วนประเมินอาจใช้วิธีการบันทึกวีดีทัศน์บันทึกเสียงเก็บตัวอย่างงานโดยใช้แฟ้มสะสมงาน

3.บูรณาการการสอนกับการประเมินคือครูต้องทบทวนว่าจะประเมินพัฒนาการทางภาษาในตัวบ่งขี้ใดโดยเลือกใช้เครื่องมือประเมินชนิดใด ในช่วงเวลาใดในกิจกรรมประจำวันที่จัดขึ้นการวางแผนการประเมินที่เหมาะสม

4. เน้นที่ความก้าวหน้าของเด็กในการประเมินพัฒนาการทางภาษา ครูควรบันทึกสิ่งที่เด็กสามารถทำได้เพื่อเป็นการประเมินความก้าวหน้าของเด็กไม่ควรมุ่งสังเกตสิ่งที่เด็กยังไม่สามารถทำได้การทราบสิ่งที่เด็กสามารถทำได้

5. ให้ความสนใจทั้งกระบวนการและผลผลิตขณะที่เด็กร่วมกิจกรรมทางภาษาครูควรให้ความสนใจกับกระบวนการในการใช้ภาษาของเด็ก

6. ประเมินจากบริบทที่หลากหลายครูจำเป็นต้องปรับประเมินพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กจากบริเวณที่หลากหลายเพื่อให้ได้ผลการประเมินที่ตรงตามสภาพจริงของเด็ก

7. ประเมินเด็กเป็นรายบุคคลการประเมินพัฒนาการทางภาษาครูต้องเฝ้าสังเกตเด็กแต่ละคนเพื่อให้รู้จักเด็กเป็นรายบุคคล การประเมินเป็นรายบุคคลนอกจากจะทำให้ครูทราบความก้าวหน้าของเด็กทางภาษาแล้วยังช่วยให้ครูทราบความสนใจทัศนคติความคิดของเด็ก

8. ให้เด็กมีโอกาสประเมินตนเองเด็กควรได้รับการกระตุ้นให้คิดไตร่ตรองเพื่อประเมินความก้าวหน้าของตนเอง การที่เด็กมีส่วนร่วมในการติดตามความก้าวหน้าของตนเองจะช่วยให้เด็กภูมิใจและเกิดความต้องการที่จะพัฒนาตนเอง

9. การจัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรมข้อมูลกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคลนำมาไตร่ตรองและใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็ก

วิธีการและเครื่องมือการประเมินภาษาและการรู้หนังสือสำหรับเด็ก

การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กประถมวัยครูสามารถเก็บรวบรวมทั้งจากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และจัดสถานที่จะทำให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่ต้อง การประเมินอย่างสอดคล้องและเหมาะสมในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยสามารถดำเนินการดังนี้

1. เก็บรวบรวมข้อมูลควบคู่กับการจัดประสบการณ์โดยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กวัยมีดังนี้

1.1. การสังกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคำพูดของเด็กครูควรใช้เวลาในการสังเกตและเฝ้าดูเด็กเพื่อให้ทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่นความต้องการความสนใจและต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด

 


กิจกรรมที่เข้าร่วมกลุ่ม 9








สรุปประเด็นความรู้ กลุ่มที่ 10 “ประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญา :

ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลักการและการประเมิน การนํา

เสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

ความหมายของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ คือ ความรู้เบื้องต้นที่เด็กควรจะได้รับรู้และมีประสบการณ์ และได้รับการฝึกฝน ในเรื่องของการสังเกต การจําแนกเปรียบเทียบการบอกตําแหน่ง การเรียงลําดับ การนับ และการชั่ง ตวง วัด ซึ่งทักษะเหล่านี้ เป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่จะเป็นพื้นฐานช่วยเตรียมเด็กให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ คณิตศาสตร์ในขั้นต่อไปในอนาคต

ความสําคัญของความพร้อมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

คณิตศาสตร์มีความสําคัญคณิตศาสตร์มีความสําคัญต่อชีวิตประจําวันของทุกคน ดังนั้นเด็กปฐมวัยจึงควรได้รับการส่งเสริมและเรียนรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ จากประสบการณ์ชีวิตประจําวันที่เรียนจากสิ่งง่ายไปหาสิ่งยาก จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม เพื่อเด็กปฐมวัยจะได้สามารถเรียนรู้ได้ถูกต้องและแม่นยําในการคิดคํา นวณ และสัญลักษณ์ตัวเลขต่างๆ

แนวทางส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

ในการส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ ได้มีผู้กล่าวถึงหลักในการส่งเสริมดังนี้ คือ

1. เด็กจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง จากของจริงจะต้องหาอุปกรณ์ซึ่งเป็นจริงให้มากที่สุด และเริ่มจากการสอนแบบรูปธรรมไปหานามธรรม คือ

1.1 ขั้นใช้ของจริง เมื่อจะให้เด็กนับหรือเปรียบเทียบ เช่น ผลไม้ดินสอ สิ่งของซึ่งหา มาให้เด็กนับหรือเปรียบเทียบ

1.2 ขั้นรูปภาพแทนของจริง ถ้าหาของจริงไม่ได้ก็เขียนรูปภาพแทน

1.3 ขั้นกึ่งรูปภาพ คือ สมมติเครื่องหมายต่างๆ แทนภาพหรือจํานวนซึ่งจะให้เด็กนับ หรือคิดอาจจะเป็นรูป

1.4 ขั้นนามธรรม ซึ่งเป็นขั้นสุดท้าย จึงจะใช้ตัวเลข เครื่องหมายบวกลบ

2. เริ่มจากสิ่งที่ง่ายๆ ใกล้ตัวเด็กจากง่ายไปหายาก

3. สร้างความเข้าใจและรู้ความหมายมา กกว่าการให้จําโดยให้เด็กค้นคว้าด้วยตนเอง หัดให้ตัดสินใจเองโดยการถามให้เด็กคิดหาเหตุผลมาตัดสินใจตอบ

4. ฝึกให้คิดจากปัญหาในชีวิตประจําวันของเด็ก เพื่อขยายประสบการณ์ให้สัมพันธ์กับ

5. จัดกิจกรรมให้เด็กเกิดความสนุกสนานและได้รับความรู้ไปด้วย เช่น

5.1 เล่นเกมต่อภาพ จับคู่ภาพ ต่อตัวเลข ปั๊มตรายาง

5.2 เล่นต่อบล็อก ซึ่งมีรูปร่างและขนาดต่างๆ

เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย (ต่อ)

1. การสังเกตพฤติกรรม

1. แบบบันทึกพฤติกรรม กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 75-78) อธิบายว่า การสังเกตและการบันทึกพัฒนาการเด็กสามารถใช้แบบง่ายๆ โดยใช้วิธีการบันทึกเหตุการณ์เฉพาะอย่าง โดยบรรยายพฤติกรรมเด็ก

2. แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม ในการสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นวิธีการที่ผู้สอนใช้ ในการศึกษาพัฒนาการของเด็ก เมื่อมีการสังเกตก็ต้องมีการบันทึก ผู้สอนควรทราบว่าจะบันทึกอะไรการบันทึกพฤติกรรมมีความสําคัญอย่างยิ่งที่ต้องทํา อย่างสม่ำ เสมอ

3.แบบบันทึกรายวัน เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนทุกวัน ถ้าหากบันทึกในรูปแบบของการบรรยายก็มักจะเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษา ข้อดีของการบันทึกรายวันคือ การชี้ให้เห็นความสามารถเฉพาะอย่างของเด็กจะช่วยกระตุ้นให้ผู้สอนได้พิจารณาปัญหาของเด็กเป็นรายบุคคล

4.แบบประเมินผลพัฒนาการ เป็นวิธีการที่ต้องใช้การสังเกตพฤติกรรมเด็กและบันทึกสิ่งที่สังเกตเห็นตามรายการที่กํา หนดขึ้นปัจจุบันนิยมใช้แทนแบบสังเกตมากขึ้น

2. การสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็ก หรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับ ตัวเด็ก การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกต คือ การสัมภาษณ์เปิดปิ โอกาสให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบหลักในการสัมภาษณ์

1. การกําหนดจุดมุ่งหมาย และวางแผนการสัมภาษณ์

2. เตรียมตัวและเตรียมเครื่องมือ

3. ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี

4. ขั้นยุติการสัมภาษณ์

ประเภทของการสัมภาษณ์

1.การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หรือไม่เป็นทางการ(Unstructured หรือ Informal Interviews) เป็นวิธีการที่ใช้มากในการสัมภาษณ์เด็กเล็ก เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากที่มีการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบแล้ว อาจเตรียมหัวข้อที่ต้องการคุยไว้อย่างคร่าว ๆ แต่ไม่ได้จดคํา ถามให้เด็กตอบทีละข้อ อาจซักถามหรือคุยกับเด็กในเรื่องที่ ครอบคลุมหัวข้อที่เตรียมไว้

2. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interviews) ผู้สัมภาษณ์จะต้องเตรียมคำถามที่จะถามไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการสะดวกต่อผู้สัมภาษณ์

3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็กการเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็ก จากเหตุการณ์ที่ความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก การเลือกเหตุการณ์ ที่นํามาเขียนจะบ่งบอกถึงการให้ความสําคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคําถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้น

4. แฟ้มสะสมผลงานเด็ก แฟ้มผลงานเด็กเป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมและตีความข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับ เด็กเพื่อใช้ในการประเมินผล ดังนั้นแฟ้มผลงานเด็ก ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น การใช้แบบประเมินผล พัฒนาการนั้นครูประจําชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร หลังจากนั้นนํามาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการ โดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก

6. การเขียนบันทึกเป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษา หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่ง ๆการเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้น ๆ

7. การใช้แบบทดสอบเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและ ความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย ทํา ให้ครูทราบว่าเด็ก ในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทําวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็น รูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม

 

กิจกรรมที่เข้าร่วมกลุ่ม 10





 

 


สรุปประเด็นความรู้ กลุ่มที่ 11 การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ความหมายของพัฒนาการทางด้านสติปัญญา

พัฒนาการทางด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่จะกระทำ กิจกรรมต่าง ๆ โดยการใช้สมองได้อย่างบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการ วิธีที่จะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาความสามารถทางด้านสติปัญญา

ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา

เป็นความสามารถในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ กับตนเองเป็นกระบวนการทางจิตใจ (mental processes) ที่เราใช้คิด เรียนรู้ หาเหตุผล แก้ไขปัญหา และสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วย พัฒนาการด้านภาษา (Language Development) และพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine MotorDevelopment)

การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอายุ 3 – 6ขวบ มิได้หมายถึงสาระทางชีววิทยาเคมีกลศาสตร์แต่เนื้อหาวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยคือสาระเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กที่เด็กควรรู้การเรียนการสอนมุ่งเพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจมากกว่าที่จะจำ เป็นองค์ความรู้การเรียนวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยแตกต่างจากเด็กวัยอื่นที่เด็กปฐมวัยมีการเจริญของสมองที่รวดเร็วและต้องการการกระตุ้นเพื่อการงอกงามของใยสมองในช่วงปฐมวัย แต่ขณะเดียวกันพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก อายุ 2 – 6 ขวบยังเป็นช่วงก่อนปฏิบัติการ (pre –operative stage) เด็กเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง

ทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์

1. ทักษะการสังเกต เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างใด อย่างหนึ่งหรือ ใช้หลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เพื่อค้นหาและบอกรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ที่สังเกต โดยที่ไม่ใส่ความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไป

2. ทักษะการจำ แนกประเภท เป็นการแบ่งพวก การจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ หรือการเรียงลำ ดับวัตถุ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆออกเป็นหมวดหมู่ โดยใช้ความเหมือนกันหรือความแตกต่างกัน มาเป็นเกณฑ์ในการจำ แนกวัตถุ เหตุการณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ ออกจากกัน

3. ทักษะการวัด เป็นการเลือกและการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อหาค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขได้ถูกต้องและเหมาะสม กับสิ่งที่ต้องการวัดรวมทั้งบอกหรือระบุหน่วยของตัวเลขที่ได้มาจากการวัดอย่างถูกต้อง

4. ทักษะการใช้จำ นวน เป็นการใช้ความรู้สึกเชิงจำ นวนและการคำ นวณ โดยการ นับจำ นวนหรือคิดคำ นวณเพื่อบรรยายหรือระบุรายละเอียดเชิงปริมาณของสิ่งที่สังเกต หรือทดลองได้

5. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล เป็นการใช้ความคิดเห็นจากความรู้หรือ ประสบการณ์เดิม เพื่ออธิบายข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยข้อมูล หรือสารสนเทศที่เคยเก็บรวบรวมไว้ในอดีต

6. ทักษะการจัดกระทำ และสื่อความหมายข้อมูล เป็นการนำ ข้อมูลที่รวบรวมได้ จากวิธีการต่าง ๆ มาจัดกระทำ ให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายหรือ มีความสัมพันธ์กัน มากขึ้น รวมทั้งนำ ข้อมูลมาจัดกระทำ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผนภาพ แผนภูมิ ตาราง กราฟ การเขียนบรรยาย สมการ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายได้ง่ายขึ้น

7. ทักษะการหาความสัมพันธ์ของสเปซกับเวลา แบ่งได้ 2 แบบคือ การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับสเปซ เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่วัตถุต่าง ๆ ครอบครองอยู่การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับเวลา เป็นการหาความ สัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่วัตถุครอบครอง เมื่อเวลาผ่านไป

8. ทักษะการพยากรณ์ เป็นการคาดคะเนผลลัพธ์ของปรากฏการณ์ สถานการณ์ การสังเกตหรือการทดลองไว้ล่วงหน้า โดยอาศัยข้อมูล หรือประสบการณ์ของเรื่องนั้นที่เกิดซ้ำ ๆ เป็นแบบรูปมาช่วยในการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย ควรส่งเสริมในด้านต่างๆ ดังนี้

1. สนับสนุนและส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก

2. สนับสนุนและส่งเสริมความต้องการในการตั้งคำ ถาม

3. ส่งเสริมการใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้ สำรวจตรวจสอบ จำ แนกสิ่งต่างๆ

4. ส่งเสริมกระบวนการคิดรวบยอด การคิดแก้ปัญหา และการคิดสร้างสรรค์

5. ส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์

6. ส่งเสริมความสนใจในการดูแลและรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว

7. เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความรู้สึกชื่นชมยินดีในธรรมชาติการเรียนวิทยาศาสตร์ โดยการเปิดโอกาสให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะการจัดประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ควรจัดให้สอดคล้องกับธรรมชาติของหาความรู้ ซึ่งประกอบไปด้วย ลักษณะสำ คัญ 4 ประการ ได้แก่

1. การมีส่วนร่วมในการตั้งคำ ถามเชิงวิทยาศาสตร์อย่างง่ายๆ

2. การทำการสำรวจตรวจสอบ เก็บรวบรวมข้อมูล โดยการสังเกต สำรวจสืบค้นหรือทดลอง

3. การตอบคำถามที่ตั้งขึ้นโดยใช้ผลการสำรวจตรวจสอบมาสร้างคำ อธิบายที่มีเหตุผล

4. การนำเสนอผลการสำรวจตรวจสอบให้กับผู้อื่นด้วยวิธีที่เหมาะสมกับวัยและความสามารถ

กิจกรรมที่เข้าร่วมกลุ่ม 11





 

 

 

สรุปประเด็นความรู้ กลุ่มที่ 12 การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา พหุปัญญาของเด็กปฐมวัย

ความหมายพหุปัญญา

พหุปัญญา หมายถึง ความสามารถทางปัญญาของคนที่แสดงออกมาในรูปแบบต่าง  ที่จะค้นหาแก้ปัญหาและสร้างผลผลิตที่มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมโดยสมองแต่ละส่วนโดยแต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน เด่นในบ้างด้าน 

ประเภทของพหุปัญญา

ความสามารถทางพหุปัญญา (Multiple Intelligence) หมายถึง ความสามารถทางเชาว์ปัญญาของแต่ ละบุคคลที่แสดงออกมา รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาต่าง   ได้จำแนกความสามารถทางเชาว์ปัญญาไว้ 7 ด้านและภายหลังได้เพิ่มอีก 2ด้านใน ปี 1995 และปี 1999 รวมเป็น 9 ด้าน คือ

1.ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)

2.ปัญญาด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)

3.ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence)

4.ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence)

5.สติปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)

6.ปัญญาด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล (Interpersonal Intelligence)

7.ปัญญาด้านตนเองหรือความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Inteligence)

8.ปัญญาด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence)

9.ปัญญาด้านอัตกภวนิยม จิตนิยม หรือการดำรงคงอยู่ของชีวิต (ExistentialIntelligence)  

หลักการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา

ตลอดเวลาที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องมีการประเมินผลตามสถานการณ์จริง โดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน โดยการบันทึกผลการสอน ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะไว้หลังแผนการจัดการเรียนรู้ และประเมินผลผู้เรียนโดยเตรียมการล่วงหน้าว่าจะประเมินอะไรประเมินอย่างไรประเมินเมื่อใด ประเมินใคร และประเมินโดยใคร การประเมินจะประเมินตลอดเวลาที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้

บทบาทของผู้สอน

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีหลายลักษณะผู้สอนมีบทบาทสำคัญคือ การศึกษาวิเคราะห์หลักสตรวิเคราะห์ผู้เรียน จัดการเรียนรู้ที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคลและยึดผู้เรียนเป็นสำคัญมุ่งให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมการส่งเสริมผู้เรียนเป็นสำคัการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนควรมีบทบาทดำเนินการ ดังนี้

1. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผน

2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง

3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรงโดยการปฏิบัติจริง

4. จัดหาสื่อ-อุปกรณ์ต่าง  ในการเรียนรู้

5. แนะแนวทางให้ผู้เรียนรู้วิธีรวบรวมเนื้อหา การสรุปและแก้ปัญหาด้วยตนเอง

6. แบ่งกลุ่มการทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย

7.คำนึงถึงหลักประชาธิปไตยในการเรียนรู้

8. จัดกิจกรรมอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกัน

การเตรียมการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสู่พหุปัญญา

1. การเตรียมการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านรูปแบบฯ เช่น

ความสัมพันธ์ของสาระการเรียนรู้คำอธิบายรายวิชาสาระขอบเขตของสาระการเรียนรู้

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อที่จะนำไปสู่พหุปัญญารูปแบบบูรณาการที่เหมาะสมวางแผนการเรียนได้ตรงตามเป้าหมาย พัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพ

2. การวิเคราะห์ผู้เรียนควรเลือกวิธีการที่เหมาะสมดังนั้น ผู้สอน ต้องเตรียมเครื่องมือและวิธีการต่างๆ เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ พิจารณาผลการเรียนรู้ในการจัดกระทำข้อมูลเพื่อความชัดเจนและถูกต้อง ของข้อมูลการวิเคราะห์ผู้เรียน จะทำควบคู่ไปกับกิจกรรมการเรียนรู้

1) วิเคราะห์แล้วนำมารวบรวม มีข้อมูลอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยเสริม หรือปัญหาอุปสรรคสำหรับเด็ก

2) นำมาสรุปเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนผู้เรียน เก่งอะไรบ้าง มีความสามารถด้านใดบ้าง ผู้เรียนเรียนอ่อนสาระวิชาใดบ้าง

เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านพหุปัญญา

การประเมินผลพัฒนาการเด็ก หมายถึง การนำข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการมาสรุป เพื่อตัดสินใจจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละด้านเป็นรายบุคคล จะต้องมีการบันทึกและรวบรวมไว้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็ก

1.การสังเกตพฤติกรรมเด็ก

การสังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตประจำวันอย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจมีการสังเกตอย่างเป็นทางการหรืออย่างเป็นระบบ การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเนื่องจากในสภาพจริงการจัดชั้นเรียนหนึ่งๆองค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรม

1.การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือการบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด

2.ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน

3.การตีความ แปลความตลอดถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต

หลักในการบันทึกการสังเกตหลักในการบันทึกการสังเกต

1.การบันทึกการสังเกตจำเป็นต้องมีการบันทึกสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมต่าง  ของเด็กรวมตลอดถึงพฤติกรรมของคนรอบข้างเด็กด้วย

2.การรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงานตามลำดับก่อนหลัง

3.การบันทึกการสังเกต ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้

สรุปการบันทึกการสังเกต

บันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบถืเป็นวิธีการพื้นฐานที่สำคัญวิธีหนึ่งในการประเมินผลพัฒนาการเด็กและถ้าผู้สังเกตมีความถี่ถ้วนในการสังเกตมากเท่าไรโอกาสที่ผู้สังเกตจะจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความต้องการของเด็กแต่ละคนก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น

ประเภทของการสังเกต

1.การสังเกตแบบบรรยาย

2.ระเบียนพฤติการณ์ ( Anecdoctal Record ) เป็นการบันทึกพฤติกรรมของเด็กตามที่สังเกตได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยบันทึกหลังจากพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นและเป็นการบันทึกจากความทรงจำ

ข้อสำคัญของการสังเกต

จะต้องบันทึกตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่แทรกข้อคิดเห็นหรือการประเมินของผู้สังเกต เนื้อหาของบันทึกพฤติกรรมแบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดที่ไหน เมื่อไร มีการพูดหรือการกระทำะไรเกิดขึ้นบ้าง

2. การใช้แบบทดสอบ (Test)

การใช้แบบทดสอบเป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ รูปภาพ มาถาม แล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆ กันทั้งนี้เพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง  เช่น แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านภาษา แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาแบบทดสอบประเมินด้านการสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ

2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ

3. ความเชื่อถือได้ ( Reliability ) และความเที่ยงตรง ( Validity ) ของแบบทดสอบ

4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก

5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้

ประเภทของแบบทดสอบ

แบบทดสอบในระดับปฐมวัยแบ่ง ออกเป็น 2 แบบ

1.แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ( Teacher - made )

2. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized test)

ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย

1.ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้น

2.ครูต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้ มีความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยง(Validity)

3.ครูต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็กต้องใช้เครื่องมืออื่น ๆด้วย

4.ครูต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้

5.กระบวนการประเมินผโดยใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียว

6.ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน คือการให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอนและการตีความผลของการสอบ

3. แบบสำรวจรายการ (checkeist)

เป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติตามรายการที่แสดงไว้ทั้งนี้รายการที่กำหนดไว้ในแบบสังเกตนี้จะต้องแสดงถึงรายละเอียดของสิ่งที่จะสังเกตอย่างเป็นรูปธรรมและมักจะใช้ในการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติที่แสดงถึงพฤติกรรมที่ต้องการหรือคุณลักษณะของผู้เรียนในประเด็นที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ เช่น พฤติกรรมด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง 

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสำรวจรายการ (Checklists)ตั้งวัตถุประสงค์ ต้องการศึกษาอะไร

- สร้างแบบสำรวจรายการ โดยใช้ทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก

- ควรใช้ควบคู่กับแบบสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

ข้อดีของการใช้ Checklists:ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว ยืดหยุ่นได้สะดวกต่อการ ทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อ การฝึกบุคลากร/สามารถติดตามความก้าวหน้า พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

4. การเขียนบันทึก (Journae)

1. เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่กิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะเด็กที่ต้องการศึกษา หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ

2. การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็ก

3. การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กในชั้เรียน

4. บันทึกความรู้สึก ความคิดเห็นได้

5. เป็นการสะท้อนความคิด วิเคราะห์ เหตุการณ์ การกระทำต่าง  ของตนเอง

  

กิจกรรมที่เข้าร่วมกลุ่ม 12

 




 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

ผลการประเมิน Blog

  ผลการประเมิน Blog